วัดโสธรวรารามวรวิหาร
วัดโสธรวรารามวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เดิมมีชื่อว่า วัดหงส์ เนื่องจากมีเสาหงส์อยู่ในวัด เสาหงส์มีลักษณะเป็นเสาสูง ปลายเสาเป็นรูปหงส์ตั้งอยู่ เล่ากันว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยาตอนปลาย ภายในวัดเป็นที่ประดิษฐาน หลวงพ่อพุทธโสธร พระพุทธรูป คู่บ้านคู่เมืองของฉะเชิงเทรา เป็นพระพุทธรูปปูนปั้นปางสมาธิ ตามประวัติเล่าว่า เดิมเป็นพระพุทธธูปหล่อด้วยสัมฤทธิ์ ปางสมาธิ หน้าตักกว้างศอกเศษ รูปทรงสวยงาม เป็นพระพุทธรูปปาฏิหาริย์ลอยทวนน้ำมา และมีผู้อัญเชิญขึ้นมาประดิษฐานที่วัดแห่งนี้สันนิษฐานว่าตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ. 2313 สมัยต้นกรุงธนบุรี ภายหลังพระสงฆ์ภายในวัดเห็นความงดงามนี้จะเป็นอันตรายต่อองค์พระเอง จึงได้ช่วยกันนำปูนมาพอกเสริมปั้นหุ้มองค์เดิมไว้ พระพุทธโสธรที่ เห็นในปัจจุบันจึงเป็นพระพุทธรูปปูนปั้น ลงรักปิดทอง พระพักตร์แบบศิลปะล้านนา พระเกตุมาลาแบบปลี ความกว้างของพระเพลา 3 ศอก 5 นิ้ว หรือ 1 เมตร 65 เซนติเมตร สูง 1 เมตร 98 เซนติเมตร โดย ฝีมือช่างล้านช้าง
เหตุที่วัดนี้ที่ได้ชื่อว่าโสธร มีผู้เฒ่าเล่าสืบกันมาว่าหงส์ซึ่งอยู่บนยอดเสาใหญ่ถูกลมพายุพัดลงมา ครั้นหงส์ตกลงมาแล้วก็เหลือแต่เสาใหญ่จึงมีบุคคลเอาธงขึ้นแขวนแทน เลยเรียกชื่อวัดนี้ว่า "วัดเสาธง" ต่อมาเกิดลมพายุกล้าพัดเสาธงหักโค่นลงมาเป้นสองท่อน ประชาชนที่ถือเอาเครื่องหมายเสาธงหักเป็นท่อนนั้น ตั้งชื่อว่า "วัดเสาทอน" ครั้นต่อมาค่อย ๆ เพี้ยนแล้วห้วนเข้าเลยเรียกกันว่า "วัดโสธร" จนกระทั่งปัจจุบันนี้ นามวัด โสธรนี้ สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้เคยทรงรับสั่งว่า "เป็นนามที่ไพเราะและแปลก ทั้งแปลได้ความดีมาก และทรงสันนิษฐานว่า ผู้ที่ให้ชื่อวัดไว้คงไม่ใช่คนที่ไม่รู้เรื่อง" วัดโสธรเป็นวัดราษฏรมาแต่ดั้งเดิม พึ่งได้รับพระราชทานยกขึ้นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร มีนามว่า " วัดโสธรวรารามวรวิหาร" เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 2501
พระอุโบสถวัดโสธรวรารามวรวิหาร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนิน ทรงประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อ พ.ศ. 2531 และทรงประกอบพิธียกยอดฉัตรทองคำ น้ำหนัก 77 กิโลกรัม ประดิษฐานเหนือยอดมณฑป ผนังอุโบสถบุด้วยหินอ่อนจากเมืองคาร์ราร่า ประเทศอิตาลี มีจุดเด่นศิลปกรรมบนพื้นแกรนิตภาพมหาสมุทรที่สวยงามวิจิตร ในพระอุโบสถหลังใหญ่นี้ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธโสธรองค์จริงเป็นพระประธาน และพระพุทธรูปอื่นรวม 18 องค์ ประดิษฐานในดอกบัวขนาดใหญ่สวยงาม พระอุโบสถสร้างแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2541 พระอุโบสถมีลักษณะทรงไทยประยุกต์ กว้าง 44.50 เมตร ยาว 123.50 เมตร ลักษณะเป็นอาคารหลังคาประกอบเครื่องยอด ชนิดยอดทรงมณฑปแบบไทย ต่อเชื่อมด้วยวิหารทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ด้านข้างต่อเชื่อมด้วยอาคารรูปทรงอย่างเดียวกันกับพระวิหาร เป็นอาคารจัตุรมุข ซึ่งเมื่อประกอบเข้าด้วยกันแล้วจะเป็นหลังคาแบบจัตุรมุข อย่างอาคารปราสาทแบบไทย จัดเป็นพระอุโบสถที่งดงามมาก และมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก การก่อสร้างพระอุโบสถหลังนี้ สร้างขึ้นครอบพระอุโบสถหลังเดิม โดยใช้เทคนิควิศวกรรมสมัยใหม่ โดยไม่มีการเคลื่อนย้ายองค์หลวงพ่อพุทธโสธร และพระพุทธรูปทั้ง 18 องค์ ไปไว้ที่อื่นก่อน ที่มา http://www.siamfreestyle.com/travel-attraction/chachuengsao/วัดโสธรวรารามวรวิหาร.html
วันพุธที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2554
เขาพระสุเมรุ
ยอดเขาพระสุเมรุ เป็นยอดเขาที่สูงสุดของอุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง สูงประมาณ 1,307 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง อากาศหนาวเย็นลมพัดแรงและมีเมฆปกคลุมเกือบทั้งปี สภาพเป็นป่าดิบเขาต้นไม้มีลักษณะแคระลำต้นบิดงอ ชั้นเรือนยอดค่อนข้างอยู่ระดับเดียวกัน ความสูงประมาณ 3-5 เมตร พบมอส เฟิร์น รวมทั้งพืชอิงอาศัยหลายชนิด อาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ส่วนใหญ่เป็นวงศ์ก่อ แดงเขา ทะโล้ บิโกเนีย และที่สำคัญคือ บัวเฉกใหญ่ พืชในตระกูล ขิง-ข่า นอกจากนี้ยังมีกล้วยไม้ป่าชนิดต่างๆ โดยเฉพาะกล้วยไม้รองเท้านารพันธุ์คางกบใต้ ซึ่งเป็นกล้วยไม้เฉพาะถิ่นอีกด้วย
ยอดเขาพระสุเมรุ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 4 ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
เส้นทางการเดินทาง
การเดินทางจากตัวเมือง ใช้เส้นทางสายนครศรีธรรมราช-ทุ่งสง ถึงที่สามแยกควนไม้แดง เลี้ยวเข้านาบอน ถนนหมายเลข นศ 2001 ระยะทาง 11 กม.ถึงน้ำตกคลองจัง สำหรับการเดินป่าเขาเหมนต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 วัน 1 คืน และช่วงเดินป่าคือเดือน ธันวาคม ถึงเมษายน
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
อุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง หมู่ที่ 7 ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
ยอดเขาพระสุเมรุ เป็นยอดเขาที่สูงสุดของอุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง สูงประมาณ 1,307 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง อากาศหนาวเย็นลมพัดแรงและมีเมฆปกคลุมเกือบทั้งปี สภาพเป็นป่าดิบเขาต้นไม้มีลักษณะแคระลำต้นบิดงอ ชั้นเรือนยอดค่อนข้างอยู่ระดับเดียวกัน ความสูงประมาณ 3-5 เมตร พบมอส เฟิร์น รวมทั้งพืชอิงอาศัยหลายชนิด อาศัยอยู่อย่างหนาแน่น ส่วนใหญ่เป็นวงศ์ก่อ แดงเขา ทะโล้ บิโกเนีย และที่สำคัญคือ บัวเฉกใหญ่ พืชในตระกูล ขิง-ข่า นอกจากนี้ยังมีกล้วยไม้ป่าชนิดต่างๆ โดยเฉพาะกล้วยไม้รองเท้านารพันธุ์คางกบใต้ ซึ่งเป็นกล้วยไม้เฉพาะถิ่นอีกด้วย
ยอดเขาพระสุเมรุ ตั้งอยู่ที่หมู่ที่ 4 ตำบลนาบอน อำเภอนาบอน จังหวัดนครศรีธรรมราช
เส้นทางการเดินทาง
การเดินทางจากตัวเมือง ใช้เส้นทางสายนครศรีธรรมราช-ทุ่งสง ถึงที่สามแยกควนไม้แดง เลี้ยวเข้านาบอน ถนนหมายเลข นศ 2001 ระยะทาง 11 กม.ถึงน้ำตกคลองจัง สำหรับการเดินป่าเขาเหมนต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 วัน 1 คืน และช่วงเดินป่าคือเดือน ธันวาคม ถึงเมษายน
ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
อุทยานแห่งชาติน้ำตกโยง หมู่ที่ 7 ตำบลถ้ำใหญ่ อำเภอทุ่งสง จังหวัดนครศรีธรรมราช
สถานที่ท่องเที่ยวจังหวัดนครศรีธรรมราช
กำเเพงเมืองเก่า
กำแพงเมืองเดิมก่ออิฐถือปูนทั้งสี่ด้าน มีเชิงเทิน ใบเสมา มุมกำแพงทั้งสี่ด้านมีป้อมมุมละป้อม กำแพงทางด้านเหนือและด้านใต้มีประตูเมืองด้านละหนึ่งประตู คือ ประตูชัยเหนือ หรือ"ประตูชัยศักดิ์" และทางด้านใต้ คือ ประตูชัยให้ หรือ ประตูชัยสิทธิ์ ขนาดของเมืองวัดตามกำแพงเมืองยาว 2238.50 เมตร กว้าง 456.50 เมตร ถัดออกจากแนวกำแพงเมืองเป็นคูเมือง โดยคูเมืองด้านทิศเหนือคือ
คลองน้อย (หรือคลองหน้าเมืองในปัจจุบัน) ซึ่งขุดไปออกอ่าวไทย กำแพงเมืองตามตำนานเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวสร้างหลังจากที่ะรพเจ้าศรรีธรรมโศกราชอพยพผู้คนหนีไข้ห่ามาตั้งเมืองที่หาดทรายแก้วแล้วโปรดให้สร้างขึ้นและได้รับการ ซ่อมแซมมาโดยลำดับ เช่น ในครั้งที่พระเมศวรได้เสด็จตีล้านนาเมื่อ พ.ศ.1950 กำแพงเมืองได้รับการซ่อมแซมมาโดยชาวล้านนาต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เมื่อปี พ.ศ.2230 มีการซ่อมแซมกำแพงเมืองครั้งใหญ่โดยสร้างป้อมปรกการแบบ Chateau ซึ่งสามารถป้องกันปืนใหญ่แบบตะวันตกได้ และกำแพงเมืองที่เหลือในปัจจุบันที่สร้างโดยสมัยนั้น และสมัยตันกรุงรัตนโกสินทร์ ราวปี พ.ศ. 2327 ได้มีการซ่อมแซมอีกครั้งหนึ่ง
โดยพระยานครศรีธรรมราช (พัด) และได้รับการบูรณเพิ่มเติมขึ้นในอีกปี พ.ศ. 2533 เป็นครั้งสุดท้าย ปัจจุบันมีแนวกำแพงเมืองที่หลงเหลืออยู่เป็นแนวขนานไปกับคูเมืองตั้งแต่ประตูชัยเหนือหรือประตูชัยศักดิ์ ไปทางตะวันออกยาวประมาณ 100 เมตร
ที่มา http://www.nakhontourism.org/travel/details.php?image_id=7&sessionid=b85cff8a153c647904a9e6988fe3067c
กำแพงเมืองเดิมก่ออิฐถือปูนทั้งสี่ด้าน มีเชิงเทิน ใบเสมา มุมกำแพงทั้งสี่ด้านมีป้อมมุมละป้อม กำแพงทางด้านเหนือและด้านใต้มีประตูเมืองด้านละหนึ่งประตู คือ ประตูชัยเหนือ หรือ"ประตูชัยศักดิ์" และทางด้านใต้ คือ ประตูชัยให้ หรือ ประตูชัยสิทธิ์ ขนาดของเมืองวัดตามกำแพงเมืองยาว 2238.50 เมตร กว้าง 456.50 เมตร ถัดออกจากแนวกำแพงเมืองเป็นคูเมือง โดยคูเมืองด้านทิศเหนือคือ
คลองน้อย (หรือคลองหน้าเมืองในปัจจุบัน) ซึ่งขุดไปออกอ่าวไทย กำแพงเมืองตามตำนานเมืองนครศรีธรรมราชกล่าวสร้างหลังจากที่ะรพเจ้าศรรีธรรมโศกราชอพยพผู้คนหนีไข้ห่ามาตั้งเมืองที่หาดทรายแก้วแล้วโปรดให้สร้างขึ้นและได้รับการ ซ่อมแซมมาโดยลำดับ เช่น ในครั้งที่พระเมศวรได้เสด็จตีล้านนาเมื่อ พ.ศ.1950 กำแพงเมืองได้รับการซ่อมแซมมาโดยชาวล้านนาต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
เมื่อปี พ.ศ.2230 มีการซ่อมแซมกำแพงเมืองครั้งใหญ่โดยสร้างป้อมปรกการแบบ Chateau ซึ่งสามารถป้องกันปืนใหญ่แบบตะวันตกได้ และกำแพงเมืองที่เหลือในปัจจุบันที่สร้างโดยสมัยนั้น และสมัยตันกรุงรัตนโกสินทร์ ราวปี พ.ศ. 2327 ได้มีการซ่อมแซมอีกครั้งหนึ่ง
โดยพระยานครศรีธรรมราช (พัด) และได้รับการบูรณเพิ่มเติมขึ้นในอีกปี พ.ศ. 2533 เป็นครั้งสุดท้าย ปัจจุบันมีแนวกำแพงเมืองที่หลงเหลืออยู่เป็นแนวขนานไปกับคูเมืองตั้งแต่ประตูชัยเหนือหรือประตูชัยศักดิ์ ไปทางตะวันออกยาวประมาณ 100 เมตร
ที่มา http://www.nakhontourism.org/travel/details.php?image_id=7&sessionid=b85cff8a153c647904a9e6988fe3067c
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)